จริงหรือไม่จริง? กินไก่มากๆ จะเป็น “โรคเกาต์” มาดูคำตอบกันเลย!!

วันนี้เรามีสาระดีๆมาบอกต่อเนื่องจากเรานั้นชอบรับประทานอาหารที่มีเนื้อไก่เป็นส่วนประกอบหรือด้วยความที่ร้านอาหารที่เราไปทานนั้นชอบนำไก่มาเป็นส่วนประกอบสำคัญอย่างเช่น ข้าวมันไก่ ไก่ปิ้งนมสด ไก่ทอด เป็นต้นแต่ก็มีคนส่วนใหญ่ไม่เลือกรับประทานเนื้อไก่เพราะด้วยเหตุผลที่ว่าทานเนื้อไก่มากๆกลัวจะเป็น “โรคเกาต์”  นั้นเอง วันนี้เรามีคำตอบมาให้ท่านแล้วไปดูกันเลย

ผศ.พญ.อัจฉรา กุลวิสุทธิ์ ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล เขียนบทความเกี่ยวกับโรคเกาต์เอาไว้ ดังนี้

โรคเกาต์ คืออะไร?

โรคเกาต์ เป็นโรคข้อซึ่งเกิดจากภาวะกรดยูริกในเลือดสูงเป็นระยะเวลานานจนตกตะกอน ทำให้เกิดโรคข้ออักเสบ ซึ่งโรคนี้รักษาหายขาดได้ หากได้รับการดูแลรักษาที่ถูกต้องเหมาะสมและต่อเนื่อง

อาการของโรคเกาต์

อาการของโรค แบ่งเป็น 3 ระยะ คือ

  1. ระยะข้ออักเสบเฉียบพลัน มักเกิดที่ข้อหัวแม่เท้า หรือข้อเท้า ข้อปวดบวมแดงรุนแรงใน 24 ชั่วโมงแรก หากไม่รักษาสามารถหายได้เองใน 5-7 วัน และส่วนใหญ่จะเป็นซ้ำ ๆ
  2.  ระยะไม่มีอาการ หลังจากข้ออักเสบหาย ผู้ป่วยจะไม่มีอาการใด ๆ
  3. ระยะเรื้อรัง หลังจากมีอาการซ้ำ 3-5 ปี ข้ออักเสบจะมีจำนวนมากขึ้น ลามมาที่ข้ออื่น ๆ และเกิดก้อนจากผลึกของกรดยูริกขนาดโตขึ้นเรื่อย ๆ อาจแตกเห็นเป็นผงขาวนวลคล้ายชอล์ก

กรดยูริก คืออะไร?

กรดยูริก ส่วนใหญ่ร่างกายสร้างเอง มีเพียงส่วนน้อยไม่ถึงร้อยละ 20 ที่ได้รับจากอาหาร คนปกติค่าในเลือดจะอยู่ในระดับไม่เกิน 7 มิลลิกรัม/เดซิลิตรในเพศชายและหญิงวัยหลังหมดประจำเดือน ส่วนหญิงในวัยที่ยังมีประจำเดือนจะมีระดับไม่เกิน 6 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร ค่าที่สูงเกินกว่าระดับดังกล่าวถือว่ามีภาวะกรดยูริกสูง

ภาวะกรดยูริกสูงนี้สัมพันธ์กับภาวะอ้วน, พันธุกรรมในครอบครัว, ยาบางชนิด เช่น ยาขับปัสสาวะ และยาแอสไพริน, โรคร่วม เช่น ความดันโลหิตสูง, อาหารที่มีกรดยูริกสูง และเหล้าเบียร์ ดังนั้น ควรลดน้ำหนักตัว, งดเหล้า-เบียร์ และ ลดปริมาณอาหารที่มีกรดยูริกสูงลง

คนที่มีระดับกรดยูริกสูงจนทำให้เกิดโรคมีเพียงร้อยละ 10-20 เท่านั้น โดยเป็นโรคเกาต์ และ/หรือ เป็นนิ่วในไต กลุ่มผู้ป่วยที่มีอาการเท่านั้นที่จำเป็นต้องได้รับการรักษา

อาหารที่ทำให้มีกรดยูริกสูง ได้แก่

  • เหล้าและเบียร์
  • เครื่องในสัตว์ เช่น ตับ, ไต, สมอง
  • อาหารทะเล
  • อาหารที่มีไขมันสูง เช่น ขนมเค้ก ขนมปัง น้ำหวาน น้ำผลไม้ที่มีรสหวาน

ส่วนสัตว์ปีก และ สัตว์เนื้อแดงที่มีปริมาณไขมันน้อย ไม่จำเป็นต้องงด ยกเว้นในผู้ป่วยรายที่มีประวัติว่ามีการกำเริบชัดเจนหลังรับประทานอาหารดังกล่าว สำหรับอาหารมังสวิรัติ และผักส่วนใหญ่มีปริมาณกรดยูริกค่อนข้างน้อย สามารถรับประทานได้ตามปรกติ

ยารักษาโรคเกาต์

ยาที่ใช้รักษามี 2 กลุ่มใหญ่ ได้แก่

  1. ยาควบคุมอาการข้ออักเสบ เพื่อป้องกันการกำเริบของข้ออักเสบ ได้แก่ ยาโคลชิซีน
  2. ยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ ควรให้ในระยะสั้นจนข้ออักเสบหายดี โดยแพทย์จะพิจารณาให้ในขนาดที่เหมาะสมในผู้ป่วยแต่ละราย เนื่องจากอาจมีข้อห้ามในผู้ป่วยบางราย ยาในกลุ่มนี้โดยเฉพาะยาโคลชิซีน สามารถให้ในขนาดต่ำเพื่อลดและควบคุมการกำเริบของข้ออักเสบในระยะยาวจนกว่าจะคุมระดับกรดยูริกในเลือดได้

ยาควบคุมระดับกรดยูริก ประกอบด้วย ยาลดการสร้างกรดยูริก ที่สำคัญได้แก่ ยาอัลโลพิวรินอล และยาเพิ่มการขับกรดยูริกทางไต ได้แก่ ยาโปรเบ็นนาซิด, ยาเบนโบรมาโรน และ ยาซัลฟินไพราโซน แพทย์จะเริ่มยากลุ่มนี้เมื่อข้ออักเสบหายดี และ ปรับขนาดยาจนคลุมระดับกรดยูริกในเลือดได้ในระดับ 5-6 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร และ ให้ยาต่อเนื่องไปเรื่อย ๆ การใช้ยาจึงควรใช้อย่างระมัดระวังและเลือกใช้เฉพาะรายโดยแพทย์เฉพาะทาง เนื่องจากมีผลข้างเคียงและอาจมีผลกระทบต่อระดับยาบางชนิดได้

อย่างไรก็ตาม การรักษาตั้งแต่ระยะแรกของโรคจะได้ผลการรักษาดีมาก หากเริ่มรักษาช้า ต้องอาศัยระยะเวลาอย่างน้อย 6 เดือนถึง 1 ปีเพื่อให้ได้ผลดีและก้อนยุบลงข้ออักเสบจะหายได้และก้อนตะปุ่มตะป่ำจะยุบราบเป็นปกติได้

ข้อควรปฏิบัติสำหรับผู้ป่วยมีดังนี้

  • พบแพทย์แพทย์อย่างสม่ำเสมอ เพื่อติดตามผลการรักษา
  • หลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้น ได้แก่ การหยุดยาเอง/รับประทานยาไม่สม่ำเสมอ, การดื่มเหล้าเบียร์, ในรายที่อาหารที่มีกรดยูริกสูงบางชนิดที่กระตุ้นการกำเริบของโรคควรหลีกเลี่ยงอาหารดังกล่าว, การนวด/บีบข้อ เป็นต้น
  • รักษาโรคร่วมและดูแลสุขภาพ ที่สำคัญได้แก่ โรคความดันโลหิตสูง, เบาหวาน, ไขมันสูง, โรคหัวใจ, นิ่วไต, โรคอ้วน, และควรงดสูบบุหรี่
  • ไม่ห้ามอาหารใด ๆ ยกเว้นในบางรายที่มีข้ออักเสบ เมื่อรับประทานอาหารบางชนิด แนะนำหลีกเลี่ยงอาหารดังกล่าวชั่วคราว แต่เมื่อคุมระดับกรดยูริกได้แล้ว จะรับประทานอาหารได้ทุกประเภท

ทีนี้ก็เข้าใจตรงกันนะ คราวหน้าหยิบไก่ทอดทานได้เลยไม่ต้องกังวลอีกแล้ว เพียงแต่อย่าทานมากจนเกินไปก็แล้วกันนะจร้

อ่านเรื่องราวสาระดีๆต่อได้ที่..http://timelessidaho.com

สายตายาวเป็นอย่างไร และ สายตาสั้นเป็นอย่างไร เรามาดูกันเลย!!

สายตายาวหลายคนคงเข้าใจว่าเป็นสายตายาว ตามจริงสายตายาวไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะคนแก่แต่กับเด็กก็เป็นได้สำหรับคนแก่เป็นเพียงส่วนหนึ่งที่อาจเกิดสายตายาวได้เท่านั้น คือเป็นตรงกันข้าวกับสายตาสั้น ไม่สามารถที่จะมองเห็นวัตถุความละเอียดที่อยู่ใกล้ได้ต้องอยู่ไกลจึงจะมองเห็นได้ชัดเจน เหมือนว่าต้องยื่นออกให้ไกล สายตาคนแก่เกิดจากเลนส์ตาที่เสื่อมสภาพไปตามวัยจึงไม่สามารถที่จะปรับโฟกัสได้ชัดเจน

สายตายาว เป็นสายตาที่มองใกล้ไม่ได้เนื่องจากภาพจะตกหลังจุดโฟกัสหรือว่าเลยจุดโฟกัสออกไปอีก ซึ่งเกิดจากเลนส์ตามีกำลังขยายที่น้อยหรือว่าบางเกินไป หรือเกิดจากลูกยาวที่สั้นไป

สายตายาวเป็นอย่างไร

เกิดจากเลนส์ตาปิดปกติ มีความบางเกินไปทำให้กำลังขยายไม่เพียงพอต่อการที่จะให้ภาพนั้นตกลงจุดโฟกัส หากเรายืนวัตถุออกไปก็จะตกลงจุดโฟกัสพอดี
เกิดจากลูกตาสั้นกว่าปกติ จึงทำให้จุดโฟกัสเลื่อนมามากกว่าปกติ ภาพก็จะตกเลยจุดโฟกัสไป สายตาชนิดนี้คนจะเป้ฯมากที่สุดโดยเฉพาะคนไทยที่มีปัญหาเรื่องสายตามาก จะเกิดจากเด็กในระยะที่ดวงตายังไม่ขยายเป็นปกติ สายตายาวนี้มีผลกระทบมากกว่าสายตาสั้น เพราะการที่สายตายาวจะเห็นได้ชัดต้องทำการเพ่งมากกว่าสายตาสั้น จึงทำให้เกิดวิงเวียนศรีษะเมื่อใช้สายตาไปนานๆ และยังทำให้สายตาเสื่อมได้ง่าย และเป็นตาเขได้ ปัญหาคือเด็กที่เป็นจะไม่สามารถรู้ตัวได้ตามจริงมีเด็กที่สายตาในประเทศมีจำนวนมาก ดังนั้นผู้ปกครองควรพาไปตรวจ
สายตาคนแก่ สายตาคนแก่นี้เป็นได้เฉพาะคนมีอายุเพิ่มมากขึ้น อวัยวะต่างๆ ก็จะเสื่อมสภาพไปตามกาลเวลา และเลนส์ตาก็เสื่อมด้วย เนื่องจากเลนส์ตาก็เหมือนเลนส์กล้องถ่ายรูปทำการปรับจุดโฟกัสต่างๆ ให้มีความชัดเจนตามภาพที่เราต้องการ แต่การเสื่อมเสื่อมของเลนส์ตาจึงส่งผลทำให้ภาพไม่ตกที่จุดโฟกัส ผู้ที่เป็นจะมีอายุ 35 ปีขึ้นไป และพบได้ในจำนวนมากขึ้นโดยเฉพาะคนไทย

การรักษา สายตายาวต้องใช้เลนส์นูนในการรักษา แต่พบว่าจะใส่ในยามต้องการเท่านั้นในเฉพาะตอนที่มองหนังสือหรือว่าต้องดูอะไรที่ละเอียด หากปกติไม่ได้เป็นมากจะใส่บ้างไม่ใส่บ้างเพราะสามารถที่จะมองเห็นได้ทั่วไป หากไม่ใช่จะเพ่งนานทำให้เมื่อยตา ทั้งสายตายาวและสายตาคนแก่จะใช้เลนส์ที่เหมือนกันหากมีลักษณะสาเหตุที่คล้ายกัน
ปัญหาทางสายตานั้นสายตาสั้นเป็นสายตาที่ผิดปกติมีปัญหาในการมองเห็นและเป็นปัญหาต่อผู้ที่เป็นไม่ใช่น้อย ยิ่งสายตาสั้นที่เราเห็นคนทั่วไปนั้นใส่แว่นบ้างมักจะเป็นตั้งแต่อายุยังน้อยก็มี ผู้ที่เป็นปัญหาสายตาสั้นตั้งแต่เด็กพ่อแม่ควรที่จะเอาใส่เป้นอย่างดีเพราะว่าในบางครั้งเด็กอาจจะไม่รู้ตัวเองว่าเป็น หากเป็นยังเด็กก็ควรที่จะจัดหาแว่นเพื่อใส่ในการแก้ปัญหายิ่งโตมากขึ้นอาจจะมีการเปลี่ยนแว่นบ่อยครั้งจนแว่นที่ใส่หนาขึ้น และพบว่ามีจำนวนเด็กที่สายตาสั้นเพิ่มมากขึ้น หากไม่แก้ไขแล้วจะเป็นผลต่อการเรียนเพราะว่าการอ่านหนังสือลำบากรวมถึงการมองเห็นกระดานด้วย และมีความเชื่อว่าเด็กที่ใส่แว่นมักเป็นเด็กที่เรียนเก่งแท้จริงคงไม่เกี่ยว เพราะคนที่มีปัญหาเรื่องสายตาจะใส่แว่นเพื่ออ่านหนังได้ชัดเจนเท่านั้น ไม่เกี่ยวกับการเอาใจใส่ในการเรียน แต่การใส่แว่นทำให้เป็นผลทางด้านจิตวิทยาในการเรียนได้

สายตาสั้น คือการมองเห็นในระยะไกไม่ชันเจนทำให้ยากลำบากต่อการมองเห็นวัตถุที่มีขนาดเห็นหรือว่ามีความละเอียด หากมองในระยะไกลจะเห็นเป็นภาพมัวๆ ดังนั้นหากต้องการที่มองเห็นให้ชัดเจนก็ต้องเอาสิ่งที่ต้องการมองเข้ามาใกล้ตา บุคคลที่สายตาสั้นนั้นจะมีภาพตกก่อนจุดโฟกัสของตา เนื่องจากเลนส์ตามีความหนาหรือว่าโค้งมากกว่าคนปกติ รวมถึงลุกตามีความยาวด้วย ส่งผลทำให้ภาพตกยังไม่ถึงจุดโฟกัส

การเกิดสายตาสั้นนั้นมีการสำรวจต่อคนทั่วโลกว่าคนที่สายตาสั้นส่วนมากเป็นชาวจีนและญี่ปุ่นเป็นที่สายตาสั้นมากกว่าชาติอื่นๆ และคนไทยถือว่ามีปัญหาน้อยมากส่วนมากเป้ฯสายตายาวกันแทน การเกิดคือเลนส์ตามีความหนาหรือว่าโค้งมากกว่าปกติจึงทำให้กำลังการขยายของภาพนั้นมากขึ้น และเกิดจากลูกตายาวกว่าคนปกติ จึงต้องมองสิ่งของไกลไม่ได้ต้องเลื่อนให้เข้ามาใกล้ สายตาสั้นไม่ใช่ความพิการแต่เป็นความผิดปกติของร่างกายเหมือนกับคนที่เกิดมามีสีผิว ความสูงไม่เท่ากันนั้นล่ะ อย่าได้วิตกกังวลเรื่องสายตาหรือนำไปคิดว่าเป้นปมด้อย เพราะสามารถใช้ชีวิตปกติเหมือนคนทั่วไปได้

สาเหตุการเกิดสายตาสั้น ที่พบทั่วไปมีสาเหตุจากการกรรมพันธุ์และสายตาสั้นทั่วไปปกติ

สายตาสั้นปกติ มักเกิดจากเลนส์ตาเสื่อมหรือหนากว่าปกติ เป้ฯสายตาสั้นที่พบได้บ่อยและทั่วไปแต่ในบางครั้งผู้ที่เป็นรู้จักปรับตัวเลยไม่รู้อะไรมาก เพราะว่าจะสั่นเพียงเล็กน้อยเท่านั้น แต่ต้องอาศัยการเพ่งหรือการนำวัตถุเข้าใกล้ หากเป็นมากอาจจะต้องใส่แว่นแต่ไม่ต้องเปลี่ยนแว่นบ่อย อาจจะเปลี่ยนเมื่อมีอายุมากแล้ว
สายตาสั้นจากกรรมพันธุ์ เป็นสายตาสั้นที่เกิดจากพ่อแม่หรือว่าถ่ายทอดมาจากบรรพบุรุษ เลยมักมีอาการตั้งแต่ยังเด็ก ซึ่งอาจจะเริ่มพบตั้งแต่อายุได้ 5 – 6 ขวบ และจะสั้นไปเรื่อยจนถึงอายุ 20 ปี ความสั้นของสายตาจะลดลง สายตาสั้นชนิดนี้มักเกิดจากลูกตายาวกกว่าปกติ นอกจากจะสั่นลงไปเรื่อยๆ เลยจำเป็นที่จะต้องตัดแว่นในทุกปี แล้วยังพบว่ามีปัญหาอย่างอื่นอีกอย่างเช่นทำให้ตาเสื่อมได้ง่าย วุ้นในตาเสื่อมคุณภาพเร็วเพราะว่ามีลูกตาที่ยาว จอภาพจะมีความบางและเสื่อมได้ง่ายเช่นกันรวมไปถึงเนื้อเยื้อเปราะง่ายด้วย

สายตาสั้นเป็นอย่างไร

การป้องกันและการรักษา การป้องกันคงเป็นเรื่องที่ยากมากสำหรับสาเหตุเกิดจากกรรมพันธุ์ แต่ก็ต้องดูแลไม่ให้เป็นมากขึ้น เช่นไม่อ่านหนังสือในที่แสงสว่างไม่พอไม่ใช้สายตาหนักไป กินอาหารให้ครบห้าหมู่เพื่อบำรุงสายตา ในคนที่สายตาสั้นจะใช้เลนส์เว้าในการแก้ไขเพราะว่าเลนส์เว้าจะกระจายแสงให้ตกที่จุดโฟกัส