5 เหตุผล ทำไม”เบ็คแฮม” ถึงเป็นที่รักของแฟนบอลทั่วโลก

แฟนๆชาวไทย เพิ่งได้พบปะกับแกไปเมื่อไม่กี่วันก่อน แม้จะเลิกเตะบอลไปแล้ว แต่ เดวิด เบ็คแฮม ยังเป็นขวัญใจตลอดกาลของแฟนบอลทั่วโลก บทความฟุตบอลพรีเมียร์ลีกเรื่องนี้ จะมาไขข้อสงสัยว่า ทำไมใครๆก็รัก เบ็คแฮม

1.บุคลิกภาพ


“ในสนามฟุตบอลยุคนี้ ไม่มีใครจะเหนือไปกว่า เมสซี่ และ โรนัลโด้
แต่สำหรับเรื่องราวนอกสนาม นักเตะที่ดีที่สุดคือ เดวิด เบ็คแฮม” ซีเนดีน ซีดาน ยอดโค้ช และอดีตเพื่อนช่วมทีมราชันชุดขาวกล่าวถึงแบ็คเฮม ด้วยบุคลิกภาพ การวางตัว ทำให้ได้รับการยกย่องจากสื่อทั่วโลกว่าเขาคือ “สุภาพบุรุษลูกหนัง”

2.ในสนามก็เทพ

อดีตกองกลางทีมชาติอังกฤษ
จัดเป็นนักเตะที่เต็มไปด้วยคุณภาพอันหาตัวจับยาก ทั้งการครองบอล เลี้ยงบอล ความยืดหยุ่นในตำแหน่งการเล่น และสิ่งที่เป็นยี่ห้อประจำตัวของเบ็คแฮมคือ ลูกฟรีคิก ที่เรียกว่าแม่นยำอย่างกับจับวาง..fifa55

3.หน้าตา


เชื่อได้เลยว่าแฟนๆหลายคงเคยตัดผมทรงเดียวกับเขา
ด้วยหน้าตาอันหล่อเหลาบวกกับสไตล์การตัดผมอันเป็นเอกลักษณ์ ทำให้แบ็คแฮมจัดเป็นผู้นำเทรนของผู้ชายในยุคปี 1999 – 2010

4.มูลค่าการตลาด


แม้เจ้าตัวจะเลิกเล่นไปแล้ว
แต่ชื่อเสียงของอดีตเด็กผีที่สั่งสมมาเป็นเวลานาน ยังสามารถสร้างเม็ดเงินได้เสมอ ทั้งพรีเซนเตอร์โฆษาให้ผลิตภัณฑ์ด้านกีฬา สินค้าอื่นๆ ตลอดจนมูลนิธิต่างๆ ยังคงมีชื่อของเบ็คแฮม

5.สุดยอดพ่อบ้าน


หลายคนคิดว่าการเกิดมาเป็นลูกของซุปเปอร์สตาร์ตลอดกาล mm88bet
อย่างเดวิด เบ็คแฮม และ วิคตอเรีย เบ็คแฮม จะสะดวกสบายไปทั้งชาติ แต่จริงแล้วไม่ใช่ทั้งหมด เพราะพี่เบ็คแกให้ลูก ทำงานพิเศษ หาค่าขนมเองตั้งแต่เริ่มโต เป็นเด็กเสริมในร้านอาหารบ้าง ล้างจานเล็กๆน้อยๆบ้าง กับเงินค่าแรงแค่ 2.68 เหรียญต่อชั่วโมง

ครั้งหนึ่งพ่อหนุ่มสุดหล่อ บรุคลิน เคยออกมาให้สัมภาษณ์ว่า “ผมเพิ่งได้รู้ว่าพ่อมีชื่อเสียงมากมายเพียงใด ตอนผมอายุ 13 แล้ว”

อ่านเรื่องราวเกี่ยวกับฟุตบอลได้ที่..https://goo.gl/jn1cvn

สิ่งที่คุณควรจะรู้ก่อนที่จะเสริมหน้าอกให้ได้ผลดีที่สุด!!

การเสริมหน้าอกหรือการทำนมนั้น เป็นวิธีการผ่าตัดที่ทำได้โดยใส่ถุงซิลิโคนหรือถุงน้ำเกลือเข้าไปที่ใต้หน้าอก ผลลัพธ์ที่ได้คือขนาดของหน้าอกที่ใหญ่ขึ้น รูปร่างของหน้าอกที่สวยงามและเท่ากัน รวมถึงช่องอกที่ชัดเจนกว่าเดิม ส่งผลให้มีความมั่นใจในรูปร่างมากยิ่งขึ้นนั้นเองและจะทำยังไงล่ะเรามาดูข้อที่ควรรู้ก่อนจะตัดสินใจเสริมหน้าอก

ใครบ้างที่สามารถทำหน้าอกให้เราได้

การเสริมหน้าอกอาจมีวัตถุประสงค์เพื่อความสวยความงามหรือเป็นการทำหน้าอกภายหลังการผ่าตัดเต้านมในผู้ป่วยโรคมะเร็งเต้านมก็ได้

การเสริมหน้าอกเพื่อความงามนั้นมีข้อกำหนดอายุของผู้เข้ารับการเสริม เนื่องจากขนาดหน้าอกของผู้หญิงจะยังสามารถเพิ่มขึ้นได้จนถึงช่วงวัยรุ่นตอนปลายหรือประมาณอายุ 20 ปีต้น ๆ องค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกากำหนดผู้ที่เสริมหน้าอกด้วยการใช้ถุงน้ำเกลือได้ต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 18 ปี ส่วนการเสริมหน้าอกประเภทใช้ถุงเจลซิลิโคนต้องมีอายุ 22 ปีขึ้นไป

สำหรับการผ่าตัดเสริมสร้างหน้าอกในผู้ป่วยมะเร็งเต้านมที่จำเป็นต้องตัดเต้านมออกไป เพื่อให้กลับมามีหน้าอกทั้ง 2 ข้างเป็นปกติจะไม่มีข้อกำหนดอายุ สามารถทำได้ไม่ว่าผู้ป่วยอายุเท่าใดก็ตาม

ข้อห้ามของการทำหน้าอก

ในบางกรณี การทำหน้าอกมีความเสี่ยงต่อการเกิดอันตรายได้สูง และไม่คุ้มกันเมื่อเทียบกับประโยชน์ที่จะได้รับ ผู้ที่มีอาการติดเชื้อบริเวณใด ๆ ของร่างกาย ป่วยเป็นโรคมะเร็งหรือเคยมีประวัติป่วยเป็นโรคมะเร็งเต้านมที่ยังไม่ได้รับการรักษาจนหายดี และหญิงที่กำลังตั้งครรภ์หรือให้นมบุตรจะไม่แนะนำให้รับการเสริมหน้าอกเนื่องจากกระบวนการผ่าตัดที่ใช้อาจมีผลต่อการรักษาอาการติดเชื้อหรือโรคมะเร็ง และเป็นข้อคำนึงด้านความปลอดภัยของหญิงกำลังตั้งครรภ์และให้นมบุตร นอกจากนี้ ภาวะเหล่านี้ยังส่งผลถึงการฟื้นตัวหลังการผ่าตัดด้วย สำหรับผู้ป่วยเหล่านี้ การผ่าตัดเสริมหน้าอกจึงทำได้ในกรณีที่เป็นการรักษาตามคำแนะนำจากแพทย์เท่านั้น

ข้อควรระวังของการทำหน้าอก

การทำหน้าอกอาจมีความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนมากขึ้น ผู้ที่ต้องการเสริมหน้าอกที่มีปัจจัยเสี่ยงต่อไปนี้ควรแจ้งให้แพทย์ทราบ

  • ป่วยเป็นโรคภูมิแพ้ตนเอง
  • ระบบภูมิคุ้มกันร่างกายอ่อนแอ รวมถึงการรับประทานยาที่ทำให้ภูมิต้านทานโรคลดลงด้วย
  • มีภาวะที่ส่งผลต่อการรักษาแผลหรือกระบวนการหยุดเลือดของร่างกาย
  • ภาวะที่มีเลือดมาหล่อเลี้ยงเนื้อเยื่อที่หน้าอกน้อยลง
  • ต้องทำเคมีบำบัดหรือหรือรังสีบำบัดภายหลังจากการเสริมหน้าอก
  • มีภาวะซึมเศร้าหรือความผิดปกติทางสุขภาพจิตอื่น ๆ เช่น ผู้ป่วยที่คิดว่าตนเองมีรูปร่างผิดปกติ มีโรคการกินผิดปกติ มีอาการซึมเศร้า วิตกกังวล หรือภาวะสุขภาพทางจิตทั้งหลาย ควรได้รับการรักษาให้หายดีหรือมีอาการทรงตัวก่อนเข้ารับศัลยกรรมเสริมหน้าอก

ประเภทของการทำหน้าอก

การทำหน้าอกมีหลายประเภท แบ่งตามวัสดุที่นิยมใช้ใส่เข้าไปเสริมในหน้าอกได้เป็น 2 ชนิด ได้แก่ การใช้ถุงซิลิโคน และการใช้ถุงน้ำเกลือซึ่งมีใช้น้อยกว่า โดยแพทย์อาจพูดคุยแนะนำถึงรูปร่างและประเภทของการเสริมเต้านมที่เหมาะสมกับแต่ละคน ซึ่งแต่ละวิธีก็มีทั้งข้อดีและข้อเสียต่างกันไป

การใช้ถุงซิลิโคนเจล เป็นการเสริมหน้าอกด้วยถุงซิลิโคนที่ภายในประกอบด้วยซิลิโคนเจล มีหลายขนาดให้เลือก และมีทั้งพื้นผิวเรียบและผิวทราย ซิลิโคนที่ใช้อาจเป็นชนิดอ่อนนุ่มหรือชนิดแข็งก็ได้ โดยภายในมีการเติมเจลซิลิโคนชนิดหนาแน่นไว้ นอกจากนี้ปัจจุบันยังมีถุงซิลิโคนชนิดที่เคลือบด้วยยางโพลียูรีเธนด้วย

การเสริมหน้าอกด้วยซิลิโคนเจลนี้อนุญาตให้ใช้ในหญิงอายุ 22 ปีขึ้นไป หรืออายุเท่าใดก็ได้กรณีที่ผ่าตัดเสริมสร้างเต้านมแทนเต้านมที่ถูกตัดเท่านั้น

ข้อดีของซิลิโคนเจลคือมีโอกาสเกิดริ้วรอยเหี่ยวย่นได้น้อยกว่าการใช้ถุงน้ำเกลือ และหากเป็นชนิดอ่อนนุ่มก็จะให้ความรู้สึกเหมือนหน้าอกธรรมชาติ ส่วนซิลิโคนชนิดที่เคลือบด้วยยางโพลียูรีเธนนั้นมีการอ้างถึงคุณสมบัติในการลดความเสี่ยงต่อการเกิดพังผืดรัดรอบเต้านมเทียมและการเคลื่อนที่ของซิลิโคนด้วย

ส่วนข้อเสียก็มีเช่นกัน ถุงเจลซิลิโคนแบบอ่อนนุ่มที่เกิดฉีกขาด อาจส่งผลให้ซิลิโคนแพร่กระจายไปยังเต้านม ซึ่งจะตรวจเจอได้จากการสแกนเต้านมเท่านั้น และจำเป็นต้องผ่าตัดเอาซิลิโคนที่เสริมหน้าอกออกมา ปัญหานี้สามารถหลีกเลี่ยงด้วยการใช้ซิลิโคนชนิดหนาแน่นแทน แต่ซิลิโคนชนิดนี้อาจให้ความรู้สึกไม่เป็นธรรมชาติ ส่วนซิลิโคนแบบเคลือบยางโพลียูรีเธนก็มีข้อเสียที่อาจไปทำปฏิกิริยากับผิวหนังได้ชั่วคราวเช่นกัน

การใช้ถุงน้ำเกลือ เป็นถุงซิลิโคนเหมือนประเภทแรก แต่ภายในเติมด้วยสารละลายน้ำเกลือแทน อาจมีการเติมไว้ก่อนผ่าตัด หรือเติมเข้าไปในระหว่างการผ่าตัดก็ได้ มีหลายขนาดให้เลือกและมีทั้งเปลือกซิลิโคนแบบเรียบหรือมีพื้นผิว การเสริมหน้าอกด้วยถุงน้ำเกลือนี้ทำได้เฉพาะในผู้หญิงที่อายุ 18 ปีขึ้นไป แต่หากเป็นการผ่าตัดเสริมสร้างเต้านมให้ผู้ป่วยโรคมะเร็งที่ตัดเต้านมไปก็สามารถทำเมื่ออายุเท่าใดก็ได้

การเสริมหน้าอกด้วยถุงน้ำเกลือมีข้อดี คือ หากเต้านมที่เสริมฉีกขาด น้ำเกลือภายในจะค่อย ๆ ถูกร่างกายดูดซึมไปหรือขับออกจากร่างกาย จึงทำให้ปลอดภัยต่อร่างกาย ส่วนข้อเสียของการใช้ถุงน้ำเกลือ คือเรื่องความคงทน ที่อาจฉีกขาดได้เร็วกว่าถุงเจลซิลิโคน เพราะถุงน้ำเกลือจะแฟบลงเรื่อย ๆ เมื่อเวลาผ่านไป และยังเสี่ยงต่อการเกิดรอยเหี่ยวย่น

 

ขอบคุณแหล่งที่มา และอ่านต่อได้ที่ : http://nationalbba.com/knowledge/201801101

อ่านต่อเรื่องราวสาระดีๆต่อได้ที่ : http://timelessidaho.com/

7 ข้อห้ามเรื่องผม ที่คุณควรรู้ กับ 8 วิธีบอกลาผมร่วง และ วิธีเลือกผลิตภัณฑ์เปลี่ยนสีผมอย่างไรดีถึงจะดี

7 ข้อห้ามเรื่องผม คุณควรรู้ ไม่ว่าคุณจะมีผมที่ยาวหรือผมสั้นนั้นก็ไม่ควรทำให้ผมของคุณเสียสุขภาพไป ไปดูกันเลยดีกว่าว่าทั้ง7 ข้อนี้มีอะไรบ้างไปกันเลย!!

  1. อย่าเผลอฉีกปลายผมแตกปลายเล่น เพราะจะยิ่งทำให้ผมเสีย และแตกปลายมากยิ่งขึ้น ทางที่ดีควรเล็มปลายผมออกด้วยกรรไกรค่ะ
  2. อย่าเป่าผมด้วยลมร้อนขณะผมเปียกโชก เพราะจะทำให้หนังศีรษะแห้ง และผมก็แห้งกรอบด้วย
  3. อย่าแปรงผมเปียกโชกด้วยแปรงหรือหวีซี่ถี่ ควรใช้หวีซี่ห่างสางผม หรือนิ้วมือของเรานี่แหละ
  4. อย่ารัดผมขณะนอนหลับ เพราะไม่รู้ว่าในห้วงภวังค์นั้น เราจะพลิกตัวหรือหันศีรษะไปทางไหน และจะดึงรั้งผมให้หลุดร่วง โดยไม่จำเป็นหรือไม่
  5. อย่าสเปรย์ใกล้หนังศีรษะเกินไป มิเช่นนั้น สารเคมีจากสเปรย์จะติดหนึบและทำอันตรายต่อหนังศีรษะ
  6. อย่าใช้ยางรัดถุงรัดผม เนื่องจากความเหนียวของยาง จะดึงผมให้ขาดกลางและหลุดร่วง
  7. อย่าแปรงผมยาว จากโคนจรดปลายในคราวเดียว ควรแปรงครึ่งปลายก่อน แล้วค่อยแปรงครึ่งที่ติดกับหนังศีรษะ เพื่อป้องกันผมขาดและหลุดร่วง

สยบผมร่วงด้วยการกิน-นอน

ปัญหาผมร่วง ศีรษะล้านนั้นมีหลากหลายสาเหตุ หนังสือ ผม มงกุฎแห่งความสง่างาม โดย นายแพทย์สมนึก อมรสิริพาณิชย์ ได้ระบุถึงปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดปัญหาผมบางทั้งในผู้ชายและผู้หญิงไว้ว่า

เกี่ยวข้องกับสารอาหารและฮอร์โมน เช่น สตรีที่เข้าสู่วัยหมดประจำเดือน กินยาคุมกำเนิด หรือโรคบางชนิดที่อาจทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของระดับฮอร์โมน เช่น มีเนื้องอกที่สามารถผลิตฮอร์โมนนอกเหนือการควบคุมของร่างกาย รวมไปถึงความเครียดที่ทำให้ระดับฮอร์โมนเปลี่ยนแปลงไป และบางครั้งความผิดปกติของฮอร์โมน อาจส่งผลต่อประสิทธิภาพการดูดซึมสารอาหารต่างๆ ทำให้ขาดสารอาหารจนผมหลุดร่วงได้

 

วิธีบอกลาผมร่วง

  1. อย่าให้ร่างกายขาดธาตุเหล็ก ธาตุเหล็กเป็นสารอาหารที่จำเป็นต่อเส้นผม ช่วยสร้างฮีโมโกลบิน ซึ่งเป็นตัวนำออกซิเจน ทำให้โครงสร้างของเส้นผมแข็งแรง 80-90 เปอร์เซ็นต์ พบว่า สตรีที่มีปัญหาสุขภาพผมในช่วงวัยหมดประจำเดือน มักมีภาวะเลือดจางร่วมอยู่ด้วย จึงควรกินอาหารที่มีธาตุเหล็กหรืออาหารเสริมธาตุเหล็ก
  2. งดชา กาแฟ เครื่องดื่มทั้งสองอย่างนี้ จะลดทอนความสามารถในการดูดซึมธาตุเหล็ก หากหลีกเลี่ยงได้จะช่วยได้มากทีเดียว
  3. กินวิตามินซี เป็นวิตามินที่ช่วยให้การดูดซึมธาตุเหล็กดีขึ้น ดังนั้น จึงควรกินผลไม้ที่มีวิตามินซีสูง
  4. หากกินยาคุมกำเนิด ควรเสริมวิตามินและแร่ธาตุ ยาคุมกำเนิดอาจทำให้ระดับของวิตามินบีรวม และสังกะสี ที่มีความสำคัญต่อเส้นผมลดลง จึงควรกินสารอาหารเหล่านี้เพิ่มเติม เช่น ข้าวโอ๊ต ธัญพืชไม่ขัดขาว ถั่วต่างๆ ผักใบเขียว
  5. อย่ากินวิตามินเอมากไป หากได้รับสารอาหารที่มีวิตามินเอสูงเกินจำเป็น อาจทำให้ผมร่วงได้ ดังนั้น จึงควรกินให้หลากหลาย ไม่มากหรือน้อยไปดีที่สุด
  6. กรดไขมันก็จำเป็นนะ กรดไลโนเลอิกและแอลฟาไลโนเลนิก เป็นสารที่ร่างกายไม่สามารถผลิตได้เอง พบมากในเมล็ดธัญพืช ผักโขม ข้าวโอ๊ต
  7. หยุดเครียด อย่างที่กล่าวไปว่า ความเครียดทำให้ระดับฮอร์โมนเปลี่ยนแปลง ความอยากอาหารน้อยลง การดูดซึมสารอาหารได้ไม่เต็มที่ เมื่อสารอาหารไปไม่ถึง เส้นผมก็หลุดร่วงได้เหมือนกันนะ ดังนั้น ทำจิตใจให้สบาย พักผ่อนให้เพียงพอ เพื่อให้สมองได้ผ่อนคลายดูบ้าง ช่วยได้เยอะ
  8. หลีกเลี่ยงมลพิษ ทั้งแอลกอฮอล์และสารโลหะหนัก ที่ปล่อยทิ้งออกมาจากกระบวนการผลิตและอุตสาหกรรมต่างๆ ทำให้การดูดซึมสารอาหารลดลง และสามารถสะสมในเส้นผมได้

หลักๆ แล้วต้องฝึกนิสัยการกินอยู่ให้สมดุล กินอาหารให้หลากหลาย ได้รับสารอาหารที่เพียงพอต่อความต้องการ และที่สำคัญคือ ทำจิตใจให้ผ่อนคลาย หากิจกรรมหย่อนใจทำเวลาว่าง จะเป็นการแก้ปัญหาในระยะยาว ช่วยให้เส้นผมอยู่กับเราได้อีกนาน คอนเฟิร์มคะ

เลือกผลิตภัณฑ์เปลี่ยนสีผมอย่างมือโปร

เมื่อผมขาวถามหาหรือการเปลี่ยนสีผมนั้น  ก็ถึงเวลาที่ต้องหาผลิตภัณฑ์ปิดผมขาวคู่ใจมาใช้ และแน่นอนว่าคงต้องใช้ไปตลอดและสม่ำเสมอ เราจึงนำเทคนิคและวิธีการเลือกผลิตภัณฑ์เหล่านี้มาฝากผู้อ่านกัน

อะไรอยู่ในผลิตภัณฑ์เปลี่ยนสีผม

ผลิตภัณฑ์เปลี่ยนสีผมมีมากมาย ทั้งยายอมผม ยากัดสีผม แชมพูปิดผมขาว ซึ่งสารเคมีที่พบบ่อยๆ จะอยู่ในกลุ่มแอมโมเนีย (Ammonia) และไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ (Hydrogen Peroxide) ที่มีฤทธิ์เป็นด่าง ทำหน้าที่กัดคิวติเคิล (Cuticle) หรือชั้นเคลือบเส้นผมออก เพื่อให้สีที่ใส่ลงไปติดดีติดทนมากขึ้น

แต่แน่นอนว่า ผิวหนังรวมถึงเส้นผมของคนเราจะมีค่าพีเอชค่อนไปทางกรดจึงจะเกิดสมดุลมีความชุ่มชื้นเพียงพอ เมื่อสารดังกล่าวซึ่งมีฤทธิ์เป็นด่างสัมผัสผม จะทำให้ผมแห้งเสีย ชี้ฟูเพราะชั้นเคลือบเส้นผมถูกทำลาย ส่วนในผู้ที่มีผิวแพ้ง่าย อาจเกิดการระคายเคืองบริเวณผิวหนัง เมื่อถูกสารดังกล่าวได้

ดังนั้นในปัจจุบันจึงมีผลิตภัณฑ์เปลี่ยนสีผมที่ลดหรือไม่ผสมสารอย่างใดอย่างหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นแอมโมเนีย ไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ หรือบางยี่ห้ออาจไม่ผสมทั้งสองอย่าง เพื่อรักษาสมดุลเส้นผม ลดอาการแพ้และกลิ่นฉุน แต่ในกรณีนี้จะทำให้สีย้อมผมติดไม่ทน ไม่นานก็หลุดออก จึงจำเป็นต้องย้อมซ้ำๆ

แล้วจะเลือกอย่างไร

หากเลือกผลิตภัณฑ์ที่ปราศจากสารกัดสีผมดังกล่าว นั่นหมายถึงต้องเพิ่มความถี่ในการย้อมผมมากขึ้น เพราะผมขาวนั้นยังไงก็งอกใหม่เรื่อยๆ และสีจะหลุดง่ายกว่าผลิตภัณฑ์ที่มีสารเคมีปกติจริงไหมคะ หมอจึงแนะนำให้พลิกข้างกล่อง สำรวจส่วนผสม เลือกผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมจากธรรมชาติมีสารเคมีน้อยที่สุด ที่สำคัญคือ ผสมสารที่ช่วยบำรุงเส้นผมให้เงางาม เช่น น้ำผึ้งซึ่งมีไข (Wax) ตามธรรมชาติ หรืออาจจะมีสารที่ออกฤทธิ์เป็นกรดเพื่อรักษาสมดุลของเส้นผม อย่างกรดแอมิโนต่างๆ กรดแล็กติกจากน้ำนม โยเกิร์ต ก็ใช้ได้เช่นกัน

ความถี่ในการใช้ผลิตภัณฑ์โดยทั่วไปควรอยู่ที่ 3-4 เดือนย้อม 1 ครั้ง แต่ในกรณีย้อมเพื่อปิดผมขาวแล้ว โคนผมงอกขึ้นมาใหม่ทุกเดือนอาจจะต้องย้อมปกปิดบ่อยขึ้น ดังนั้น การเลือกผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติจึงดีกว่าการใช้สารเคมีล้วนๆ ค่ะ