แอคคาทินา สัตว์โบราณที่เกิดขึ้นมาบนโลกเมื่อหลายร้อยล้านปีก่อน

นั่นก็คือหอยทากนั่นเอง เป็นสัตว์โบราณที่เกิดขึ้นมาบนโลกเมื่อหลายร้อยล้านปีก่อน ชื่อวิทยาศาสตร์คือ แอคคาทินา (Achatina spp) จัดเป็นสัตว์ในกลุ่มหอยที่มีความหลากหลายของชนิดมากเป็นลำดับ 2 รองจากสัตว์ในกลุ่มแมลงปัจจุบันพบหอยทากในโลกนี้ประมาณ 500-600 ชนิด และพบในภาคตะวันออกของประเทศไทยมากกว่า 100 ชนิด ส่วนหอยทากที่คนไทยรู้จักได้แก่หอยทากแอฟริกัน นำเข้ามาในประเทศไทยโดยทหารญี่ปุ่น

สัตว์โบราณ แอคคาทินา

ในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 หอยทากเป็นหอยฝาเดียว เป็นสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลัง ร่างกายอ่อนนุ่มและถูกห่อหุ้มด้วยเปลือกแข็ง แบ่งออกเป็น 2 ชนิด ได้แก่แบบที่มีฝาปิด และแบบที่ไม่มีฝาปิด เป็นสัตว์ที่มีสองเพศในตัวเดียวกัน แต่การผสมพันธุ์ต้องผสมข้ามตัว

fun88

วัยเจริญพันธุ์ประมาณ 5-9 เดือน การออกไข่จะออกไข่เป็น กลุ่ม กลุ่มละ 200-300 ฟอง หรือราว 1,000 ฟอง ในเวลา 1 ปี หอยทากมีอายุเฉลี่ยประมาณ 5 ปี รูปร่างหน้าตานอกจากจะมีเปลือกแข็งอยู่ส่วนบนลำตัวที่อ่อนนุ่ม ซึ่งดูเหมือนแบกบ้านไว้บนหลังเวลาเคลื่อนที่ หอยทากยังมีหนวด 2 คู่ หนวดคู่แรกมีลักษณะยาวกว่า มีลูกตาอยู่ส่วนปลายหนวด คือมีลักษณะเหมือนเป็นก้านตา หนวดคู่ที่สองซึ่งมีความยาวน้อยกว่ามีความสามารถดมกลิ่นและรับรู้สิ่งแวดล้อมซึ่งอยู่รอบตัว

ในช่วงฤดูฝน หรือในช่วงที่มีอาหารของหอยทากอุดมสมบูรณ์ จึงจะพบหอยทากได้มาก มันจะออกหากินในเวลากลางคืน ส่วนกลางวันจะหลบแสงแดดอยู่ตามที่ร่มตามโคนต้นไม้ อาหารของหอยทาก ได้แก่พืชทั้งชนิดสดและชนิดที่ถูกย่อยสลายแล้ว ข้าวสุก เศษอาหาร รวมถึงเชื้อราที่อยู่ตามซากพืชที่ทับถมกัน มันใช้อวัยวะคล้ายลิ้นซึ่งมีลักษณะหยาบคล้ายตะไบ คล้ายฟันซี่เล็กๆ จัดเรียงกันเป็นแถว ทำหน้าที่บดเคี้ยวอาหาร หอยทากเดิน

หรือคลานไปข้างหน้าได้ด้วยกล้ามเนื้อที่แข็งแรง หรือเรียกว่าเท้า ลักษณะเป็นแผ่นกล้ามเนื้อบางๆ อยู่ใต้ลำตัว การยืดหดของเท้าทำให้หอยทากคลานหรือเคลื่อนที่ไปข้างหน้าได้ และเราทราบถึงทิศทางการคลานของหอยทากได้โดยดูจากรอยเมือกสีเงินตามพื้นดินที่หอยทากคลานผ่านไป

เมือกที่กล่าวถึงนี้ผลิตจากต่อมพิเศษซึ่งอยู่บริเวณเท้าของหอยทาก มีประโยชน์ช่วยหล่อลื่นเส้นทาง ทำให้หอยทากคลานผ่านพื้นได้หลายแบบ ทั้งพื้นที่มีลักษณะขรุขระ มีหนามแหลมคม หรือแม้แต่บนกิ่งไม้ โดยที่ไม่ตกลงมา หอยทากเป็นตัวการทำให้เกิดการหมุนเวียนถ่ายทอดสารอินทรีย์ได้อย่างดี ทำให้ระบบนิเวศมีความอุดมสมบูรณ์ เกษตรกรใช้หอยทากเป็นวัตถุดิบในการทำปุ๋ยหมักอินทรีย์ นอกจากนั้นมนุษย์ยังนำหอยทากมา

ประกอบอาหาร อย่างในญี่ปุ่น ไต้หวัน และประเทศในแถบยุโรป พันธุ์ที่นิยมนำมากินได้แก่สายพันธุ์หยกขาว ซึ่งมีลักษณะเนื้อสีขาวสะอาด ส่วนในไทย หอยที่คนนิยมกิน ได้แก่ หอยหอม และ หอยภูเขา เนื้อของหอยทากอุดมไปด้วยคุณค่าทางอาหาร โปรตีนสูง ไขมันต่ำ

ดังนั้นจึงปรุงเป็นอาหารสำหรับนักบินอวกาศ รวมถึงปรุงเป็นอาหารเสริมสุขภาพให้กับนักกีฬาจีน ขณะที่ประโยชน์ทางด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยพบประโยชน์จากเมือกเหนียวของหอยทากว่ายับยั้งการเจริญของเชื้อราในน้ำยางพารา และใช้เป็นส่วนผสมในการทำแผ่นยางได้อีก แต่หอยทากก็มีโทษ เป็นศัตรูสำคัญของชาวไร่ชาวสวน เพราะอาหารของหอยทากคือพืช ดังนั้นในสวนหรือบริเวณที่ปลูกพืชหากหอยทากเข้าไปกัดกินพืชที่ปลูกได้

แล้วก็จะก่อให้เกิดความเสียหาย พืชหรือผลผลิตจะถูกทำลาย หอยทากยังเป็นตัวการทำให้เกิดโรคในมนุษย์ได้ โดยเป็นโฮสต์กึ่งกลาง (Intermediat host) ได้แก่โรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า “โรคปวดหัวหอย” เป็นต้น